
ปี 2026 นี้ รูปแบบข้อสอบ New TOEIC ยังคงความเข้มข้นเหมือนเดิม แต่มีการอัปเดตบริบทของคำศัพท์ให้ทันสมัยตามโลกธุรกิจยุคใหม่ สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติว TOEIC เชียงใหม่ หรือวางแผนจะสอบครั้งแรก ต้องเตรียมตัวอย่างไร? มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? และจะทำยังไงให้ได้คะแนนดี มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย!
ข้อสอบโทอิค (TOEIC) คืออะไร?
การสอบโทอิค – TOEIC หรือที่ย่อมาจาก Test of English for International Communication คือ การสอบวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษโดยทั่วไป สำหรับคนทำงานในตลาดแรงงานโดยเฉพาะ ผู้ที่สอบอาจจะเป็นคนที่กำลังมองหางาน หรือนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าตลาดงาน
ตั้งแต่ในอดีตข้อสอบ TOEIC นี้จะวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและฟัง (Reading & Listening) เป็นหลัก แต่ภายหลังได้มีการทำข้อสอบที่วัดการพูดและเขียน (Speaking & Writing) ออกมาด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังยึดผลการสอบของ Reading & Listening เป็นหลัก
ทำไมต้องสอบ TOEIC เอาผลคะแนนโทอิคไปทำอะไรได้?
ในประเทศไทย คะแนน TOEIC มักเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่บริษัทเอกชนมักจะระบุไว้ในการประกาศหาบุคคลเข้าทำงานในองค์กร โดยเฉพาะในบริษัทข้ามชาติ และในสายงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการบิน การท่องเที่ยวและโรงแรม ผลคะแนนที่ได้สามารถนำไปเป็นหลักฐานให้เห็นว่าความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของเรานั้นอยู่ในระดับประมาณใด
ปัจจุบันบางมหาวิทยาลัยบังคับให้นักศึกษาที่กำลังจะเป็นบัณฑิตทุกคนยื่นคะแนน TOEIC ก่อนรับใบจบ ทำให้เดี๋ยวนี้หลายคนเริ่มมองหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โดยที่คะแนนจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อให้นิสิตนักศึกษาที่จบออกไปมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษติดต่อออกไปสู่ตลาดงาน ทำให้เดี๋ยวนี้บางคนต้องสอบ TOEIC กันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเลยทีเดียว
การเตรียมตัวก่อนสอบ TOEIC ต้องรู้อะไรบ้าง?
หากถามว่าสอบ TOEIC ต้องเตรียมอะไรบ้าง? คำตอบแรกคือการทำความเข้าใจโครงสร้างข้อสอบปัจจุบัน อย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้นว่าการ สอบ TOEIC แบ่งเป็น 2 ทักษะคือ Listening Comprehension (ทักษะการฟัง) และ Reading Comprehension (ทักษะการอ่าน)
- ข้อสอบมีทั้งหมด 200 ข้อเป็นแบบ multiple choices (ปรนัย)
- เวลาในการทำข้อสอบ 2 ชั่วโมง
- คะแนนเต็มอยู่ที่ 990 คะแนน
และอย่างที่หลายคนอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าข้อสอบ TOEIC ในปี 2026 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้าง โดยความแตกต่างของ TOEIC 2026 เรานำมาเปรียบเทียบกับข้อสอบเก่าให้ดูในชาร์ตข้างล่างนี้แล้ว ไปดูกันเลย!
Section 1: Listening Comprehension (การฟัง)
ในส่วนของการฟัง 100 ข้อ (45 นาที) มีการปรับสัดส่วนดังนี้
- Part 1 Photographs: ลดจำนวนลงเหลือ 6 ข้อ (จากเดิม 10 ข้อ) โดยยังเป็นการดูรูปภาพและฟังเสียงบรรยาย
- Part 2 Question-Response: ลดจำนวนลงเหลือ 25 ข้อ (จากเดิม 30 ข้อ) เน้นการฟังเสียงถาม-ตอบเพียงอย่างเดียว
- Part 3 Short Conversations: เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 39 ข้อ (จากเดิม 30 ข้อ) รวมทั้งหมด 13 บทสนทนา โดยความพิเศษของรูปแบบใหม่คือ บางบทจะมีภาพประกอบให้ดูประกอบการตอบด้วย
- Part 4 Short Talks: ยังคงจำนวนไว้ที่ 30 ข้อ เท่าเดิม (10 บทสนทนา)
Section 2: Reading Comprehension (การอ่าน)
ในส่วนของการอ่าน 100 ข้อ (75 นาที) เน้นการอ่านที่ซับซ้อนขึ้น
- Part 5 Incomplete Sentences: ลดจำนวนลงเหลือ 30 ข้อ (จากเดิม 40 ข้อ) ยังคงเน้นการเติมประโยคให้สมบูรณ์
- Part 6 Text Completion: เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 16 ข้อ (จากเดิม 12 ข้อ) เป็นการเติมข้อความในบทความให้สมบูรณ์
- Part 7 Reading Comprehension: เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 54 ข้อ (จากเดิม 48 ข้อ) เน้นทักษะการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญจากเนื้อหาที่ยาวและหลากหลายขึ้น
สรุปภาพรวมความเปลี่ยนแปลง ข้อสอบรูปแบบใหม่จะลดน้ำหนักในส่วนของประโยคสั้นๆ (Part 1, 2 และ 5) แล้วไปเพิ่มน้ำหนักในส่วนของบทสนทนาและการอ่านเนื้อความยาวๆ (Part 3, 6 และ 7) แทน สำหรับใครที่กำลังวางแผนติว TOEIC การฝึกทักษะการอ่านเร็วและการจับใจความจากบทสนทนาที่มีตัวละครมากกว่า 2 คนขึ้นไป จึงเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ทำคะแนนได้ดีขึ้นในปี 2026 นี้ครับ
เทคนิคการเตรียมตัวสอบ TOEIC แบบใหม่ (เปรียบเทียบแต่ละ Part)
- Section 1: Listening (100 ข้อ) * Part 1 Photographs (6 ข้อ), Part 2 (25 ข้อ), Part 3 (39 ข้อ – มีภาพประกอบ), Part 4 (30 ข้อ)
- Section 2: Reading (100 ข้อ) * Part 5 (30 ข้อ), Part 6 (16 ข้อ), Part 7 Reading Comprehension (54 ข้อ – เน้นการอ่านจับใจความซับซ้อนขึ้น)
วางแผนเตรียมตัวสอบ TOEIC ตามเวลาที่มี
หลายคนอาจมีเวลาจำกัดในการเตรียมตัวสอบโทอิค จึงควรมีแนวทางที่ชัดเจนดังนี้
- เตรียมตัวสอบ TOEIC 1 อาทิตย์: เน้นการทำโจทย์จำลอง (Mock Test) ให้ครบทุก Part เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับความกดดันและเวลา
- เตรียมตัวสอบ TOEIC 1 เดือน: เหมาะสำหรับการเก็บคลังคำศัพท์และแม่นยำเรื่องไวยากรณ์ (Grammar) โดยอาจจะเลือกซื้อหนังสือเตรียมสอบ TOEIC มาอ่านควบคู่กับการทำโจทย์
- เตรียมตัวสอบ TOEIC ไม่มีพื้นฐาน: หากคุณรู้สึกว่าพื้นฐานยังไม่แน่น การเริ่มต้นจากเตรียมตัวสอบ TOEIC ด้วยตัวเองอาจจะยากเกินไป แนะนำให้มองหาสถาบันสอนภาษา เพื่อช่วยปูพื้นฐานและให้เทคนิคทางลัดที่ถูกต้อง
ระดับของผลคะแนนโทอิค (TOEIC)
ผลคะแนนเป็นตัวเลขตั้งแต่ 10-990 ซึ่งอาจใช้แปรผลเป็นระดับทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษของเจ้าของคะแนนได้ โดยได้มีการแบ่งช่วงคะแนนออกเป็นระดับดังนี้
- International Professional Proficiency: สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์
- Working Proficiency Plus: สามารถสื่อสารเกี่ยวกับการทำงานส่วนใหญ่ได้ ด้วยการใช้ภาษาที่ยอมรับได้และมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ครอบคลุมทุกสถานการณ์
- Limited Working Proficiency: สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้ในบริบททั่วไป แต่สามารถใช้ภาษาทำงานได้อย่างจำกัด
- Elementary Proficiency Plus: สามารถเริ่มบนสนทนาและโต้ตอบการสนทนาแบบเห็นหน้าได้ สามารถใช้ภาษาสื่อสารในบริบททั่วไปอย่างจำกัด
- Elementary Proficiency: สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้ แต่ไม่มีประสิทธิภาพนัก สามารถโต้ตอบการสนทนาแบบเห็นหน้าได้ในหัวข้อที่คุ้นเคย
- Basic Elementary: สามารถสื่อสารในระดับที่พอเข้าใจเอาตัวรอดได้ และเมื่อจำเป็น
ค่าสมัครสอบ TOEIC
1,800 บาท โดยมีค่าส่งไปรษณีย์เพิ่มเติมหากจะให้ผลคะแนนส่งถึงบ้าน (อ่านวิธีการชำระและรายละเอียดอื่นใน section ถัดไป)
วิธีสมัครสอบ TOEIC และการจองวันสอบ
1. ดูว่าเราสะดวกสอบที่ไหนก่อน โดยที่ TOEIC ให้สอบได้ 2 สนามสอบคือ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดเชียงใหม่
2. สำรองที่นั่งสอบ โดยที่ต้องทำการสำรองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน เลือกได้ว่าจะ Walk-in หรือ โทรไปสมัครสอบก็ได้
- ศูนย์สอบกรุงเทพ Bangkok Main Office: Center for Professional Assessment (Thailand) Suite 1907, BB Building ชั้น 19 เลขที่ 54 ถนนอโศก สุขุมวิท 21 โทร 0-2260-7061, 0-2259-3990
- รอบสอบพิเศษ CPA Open Testing (เชียงใหม่): มีการจัดสอบตามรอบพิเศษในเชียงใหม่ (เช่น อาคารศิริพานิช ถ.ห้วยแก้ว) ซึ่งต้องติดตามประกาศและจองล่วงหน้าเท่านั้น
3. เลือกเวลาที่จะสอบ ซึ่งจะมีให้สอบได้ทุกวัน ตั้งแต่จันทร์-เสาร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) วันละ 2 รอบด้วยกันคือ รอบเช้าเวลา 9.00 น. กับ รอบบ่ายเวลา 13.00 น.
4. ชำระเงินในวันที่ไปสอบ โดยปัจจุบันการสอบ TOEIC มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,800 บาท ถ้าต้องการทราบคะแนนทางไปรษณีย์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 50 บาท
5. นอกเหนือจากนี้อย่าลืมเตรียมบัตรประชาชนไปเป็นหลักฐานแสดงตนด้วย (ห้ามหมดอายุ) หรืออาจใช้พาสปอร์ต หรือใบขับขี่ (แบบอิเล็กโทรนิกส์) แทนได้
6. ในกรณีต้องการเลื่อนวันสอบ สามารถทำได้ แต่ต้องโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าหนึ่งวัน ถ้าไม่โทรแจ้งแล้วหายไปเฉยๆ อาจมีค่าปรับเกิดขึ้นในการสอบครั้งต่อไป
7. การรับผลการสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอโดยตรงได้ที่ศูนย์สอบ จะมีข้อแตกต่างตรงที่ศูนย์สอบกรุงเทพฯ ผลคะแนนจะออก 1 วันหลังการสอบ แต่ที่เชียงใหม่ผลคะแนนจะออก 3 วันหลังการสอบ
8. เลือกได้ว่าจะรับคะแนนด้วยตัวเองได้ที่ศูนย์ระหว่าง 10:00 – 16:30 น. วันจันทร์-ศุกร์ หรือต้องการให้ศูนย์สอบส่งผลการสอบทางไปรษณีย์ (จะต้องเสียเงินค่าไปรษณีย์ดังที่ได้บอกไปข้างต้น)
9. ในวันสอบนั้นอย่าลืมแต่งกายสุภาพ ห้ามนำอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้าไปในห้องสอบ จะปิดเครื่องแล้วก็ไม่ได้ ไม่สามารถนำกระเป๋าใดๆ ติดตัวไปได้เช่นกัน เรียกได้ว่าต้องเข้าห้องสอบแบบตัวเปล่านั่นเอง
7 เทคนิคการเตรียมตัวสอบ TOEIC – Listening and Reading
1. ประเมินและรู้ระดับภาษาของตัวเองก่อน
ก่อนที่จะเริ่มต้นเตรียมตัวสอบ TOEIC หรืออ่านหนังสือเพื่อพัฒนาทักษะของตัวเอง ต้องประเมินตัวเองและรู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับทักษะระดับประมาณใดก่อน การประเมินตัวเองนั้นไม่ได้ทำไปเพื่อให้รู้สึกท้อแท้ หากที่สุดแล้วว่าพบว่าตัวเองมีทักษะอยู่น้อย แต่ทำไปเพื่อที่จะได้เริ่มต้นพัฒนาได้อย่างถูกจุด รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง จะเอาแต่รู้แต่แนวข้อสอบอย่างเดียว โดยที่ไม่สำรวจจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองเลยคงจะทำให้พัฒนาตัวเองได้ยาก
2. ฝึกทำข้อสอบย้อนหลัง
อย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ‘Practice makes perfect’ การฝึกทำข้อสอบจะทำให้เราสามารถคุ้นชินกับการทำข้อสอบ TOEIC มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งได้เรียนรู้ข้อที่ผิดพลาดไปด้วยในทุกครั้งที่มาดูเฉลยตอนตรวจคำตอบ กล่าวคือ ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเองนั่นเอง เพื่อให้สมจริงที่สุด ตอนฝึกทำอย่าลืมจับเวลาให้เหมือนเวลาจริงในการสอบหล่ะ ไม่ได้มีแค่พาร์ทที่เป็น Reading นะที่จะฝึกได้ พาร์ทที่เป็น Listening ก็ฝึกได้ไม่ต่างกันเลย มีข้อสอบแบบ Listening ให้ฝึกได้ฟรีใน Youtube เยอะมาก
ตัวอย่างช่องรวมข้อสอบพาร์ทฟัง (Listening) ใน TOEIC
หรือถ้าใครที่เบื่อจะฟังเสียงบทสนทนาจากข้อสอบ อยากจะฝึกฟังอะไรที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากแค่ข้อสอบ แถมยังให้ความบันเทิงได้มากกว่า จะเปลี่ยนมาหาซีรี่ส์ดูก็ได้นะ ซีรี่ส์ที่มีบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการทำธุรกิจอย่าง “The Office” หรือ “House of Card” ก็ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว
Tips: หากคุณมีเวลาเตรียมตัวสอบ TOEIC 1 เดือน ควรแบ่งเวลาทำโจทย์ทุกวัน แต่ถ้าต้องเตรียมตัวสอบ TOEIC 1 อาทิตย์ให้เน้นทำ Mock Test วันละชุดเพื่อความเคยชินกับความกดดัน
3. ฝึกการหาคำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุด > คำตอบที่ถูกที่สุด
การเตรียมตัวสอบโทอิคที่ดีคือการฝึกหาคำตอบที่ “เข้ากับสถานการณ์” มากที่สุด บางครั้งตัวเลือกอาจดูถูกทุกข้อ แต่ให้ฝึกหาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้และเกี่ยวข้องมากที่สุดในสถานการณ์ (ของคำถามในข้อสอบ) ไม่ใช้หาคำตอบที่ถูกที่สุด บางครั้งคำตอบอาจจะไม่มีข้อไหนที่ผิด ข้อใดๆ ก็อาจจะเป็นประโยคหมดได้ แต่ข้อที่เกี่ยวข้องกับโจทย์มากที่สุดจะต้องมีข้อเดียว และเราต้องหาให้เจอ
ตัวอย่างเช่น เวลาโจทย์ให้บทสนทนาหรือ passage มา แล้วโยนคำถามมากว้างๆ ว่า From the passage, we can infer that _______? ซึ่ง infer หมายถึงการอนุมานหรือสรุปเอาจากข้อความหรือบทสนทนาที่โจทย์ให้มา ข้อสอบที่ถามลักษณะนี้ มักจะให้โจทย์ที่มีประโยคที่ถูกต้องทั้งหมดนั่นแหละ แต่ข้อที่เกี่ยวข้องจริงๆ จะมีเพียงข้อเดียว
เวลาทำข้อสอบต้องอย่าเผลอเอาประโยคเหล่านั้นมาคิดเป็นจริงเป็นจริงตามสถานการณ์จริงจะทำให้เสียเวลา ให้คิดตามสถานการณ์ของข้อสอบเท่านั้น
4. ระหว่างสับสนคำศัพท์ที่ออกเสียงเหมือน/คล้ายคลึงกัน
ให้ระวังเป็นพิเศษกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ออกเสียงเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แต่ความหมายแตกต่างกัน อาจจะทำให้เราสับสนแล้วตอบผิดได้ ตัวอย่างเช่น คำว่า effect กับ affect ดูเหมือนกันจะเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ความหมายแตกต่างกัน ใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน affect ใช้ในความหมายถึงว่ามีอิทธิพลกับบางสิ่ง แต่ effect จะหมายถึงเป็นผลทำให้บางสิ่งเกิดขึ้น เห็นไหมว่าน่าสับสนมาก เพราะนอกจากจะออกเสียงคล้ายกัน ความหมายก็สุดแสนจะใกล้เคียงกันไปอีก ต้องระวังในจุดนี้ให้ได้ การจดจำความต่างและบริบทการใช้คือส่วนสำคัญในการเตรียมตัวสอบ toeic เพื่อไม่ให้เสียคะแนนง่ายๆ
5. ท่องศัพท์ ท่องศัพท์ ท่องศัพท์
การรู้ศัพท์เยอะอาจจะไม่ได้เป็นยาสูตรครอบจักรวาลหรอก บางครั้งรู้ศัพท์เยอะอย่างเดียวก็ไม่ได้ช่วยทำให้สอบได้คะแนนดีซะทีเดียว เพราะจะทำข้อสอบได้ดีต้องมีหลายทักษะหลายส่วนมากผนวกกัน แต่การสะสมคลังคำศัพท์และท่องศัพท์นั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ทำได้ทุกวันทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องใช้เวลาเยอะ แนะนำให้หาหนังสือเตรียมสอบ TOEIC หรือชีทศัพท์แล้วปิดด้านที่เป็นความหมายไว้ แล้วนั่งไล่สายตาไปทีละตัวแล้วพูดความหมายของคำออกในใจ เป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ตอนนั่งรถประจำทาง ช่วงเวลา 5 นาทีก่อนนอน สะสมไปเรื่อยๆ ทุกวัน รู้ตัวอีกทีก็เพิ่มพูนคลังคำศัพท์ได้เยอะแยะในเวลาไม่นานเลย
เวลาทำข้อสอบแล้วมีคำศัพท์ที่เราไม่รู้ 1 คำ แต่ถ้าเรามีคลังคำศัพท์ในหัวเยอะบังเอิญรู้ความหมายของอีก 3 คำที่เหลือที่ปรากฏอยู่ในตัวเลือก เราก็ใช้คำที่เรารู้มาช่วยสรุปหาคำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดออกมา กล่าวคือ การรู้ศัพท์เยอะ อาจมีส่วนช่วยให้เราสามารถตัดช้อยส์ และเลือกข้อที่ถูกต้องได้เลยหล่ะ
6. ฝึกฟังโจทย์ให้ดี
ในพาร์ทการฟัง การเตรียมตัวก่อนสอบ TOEIC ที่สำคัญคือการฝึกสมาธิ อย่าละเลยการฟังคำสั่ง (Direction) เมื่อผู้อ่านคำสั่งอ่านจบ บทสนทนาของข้อสอบการฟังจะเริ่มขึ้น เสียงผู้พูดก็จะเปลี่ยนไป ซึ่งหมายความว่าตรงนั้นเป็นพาร์ทของข้อสอบแล้ว อาจจะต้องมีส่วนที่เราต้องจดโน้ตรายละเอียดที่ได้จากการฟังจำพวก วัน เวลา สถานที่ ชื่อคน เพราะเผลอเหม่อลอยระหว่างทำข้อสอบเข้าเสียหล่ะ
7. เตรียมตัวรับอุปสรรคในห้องสอบด้วย
หลายคนอาจจะมีคำถามว่า สอบ toeic ต้องเตรียมอะไรบ้าง? นอกจากความรู้แล้ว อย่าลืมเตรียมพร้อมด้านร่างกายด้วย เช่น ฟังเสียงข้อสอบพาร์ทการฟังได้ไม่ค่อยชัด เพราะเสียงที่ได้ยินที่ห้องสอบย่อมต้องแตกต่างจากที่เราฝึกซ้อมฟังมากจากคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ดังนั้นอย่าลืมคำนึงถึงจุดนี้
อีกปัญหาที่คนเจอบ่อยๆ คือเรื่องอุณหภูมิในห้องสอบที่เย็นเกินไปจนทำให้สมาธิกระเจิดกระเจิง ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่เวลาที่ต้องการสมาธิมากๆ เราก็ควรทำตัวให้อยู่ในอุณหภูมิที่เย็นสบายมากกว่าหนาวสั่นจริงไหม ดังนั้นอย่างลืมเตรียมเสื้อแขนยาวไปใส่ในห้องสอบด้วยนะ
การเตรียมตัวสอบ TOEIC ให้สำเร็จ เริ่มต้นที่ความมั่นใจ
ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวสอบ TOEIC ด้วยตนเอง หรือการติวเข้ม การมีวินัยคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่สำหรับใครที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ EFL Learning Centre สถาบันสอนภาษาในเชียงใหม่ ที่พร้อมช่วยคุณด้วยคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่ออกแบบมาเพื่อการสอบ TOEIC โดยเฉพาะ หากคุณกำลังหาที่เรียนภาษาอังกฤษในเชียงใหม่ เพื่อเตรียมสอบให้ผ่านในรอบเดียว สามารถติดต่อเราเพื่อปรึกษาวางแผนการเรียนได้ตลอดเวลา เรายินดีให้บริการคุณ