Blog

ลูกไม่อยากไปโรงเรียนมัธยม ทำอย่างไร? 7 สัญญาณที่อาจถึงเวลามองหาทางเลือกใหม่

“ดอกไม้แต่ละดอก ย่อมเบ่งบานในรูปแบบของตนเอง”

เด็กบางคนไม่ได้เรียนไม่เก่ง ไม่ได้ขาดความสามารถ และไม่ได้ไม่มีอนาคต แต่กำลังอยู่ในระบบการศึกษาแบบไซโล (Silo Education System) ที่บังคับให้ทุกคนเดินด้วยรูปแบบเดียวกัน เนื้อหาเหมือนกัน ความเร็วเท่ากัน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Styles) ศักยภาพ หรือเป้าหมายชีวิตของทุกคน

สำหรับผู้ปกครอง คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ลูกควรย้ายไปโรงเรียนไหนดี?” แต่อาจเป็น “ระบบการเรียนแบบไหน ที่จะช่วยให้ศักยภาพของลูกเติบโตได้ดีที่สุด?”

นี่คือ 7 สัญญาณเตือน ที่บอกว่าระบบการศึกษาสามัญ แบบ Mainstream อาจกำลังจำกัดศักยภาพของลูกคุณอยู่

ก่อนจะสรุปว่าลูกขี้เกียจหรือหาเรื่องหนีเรียน ลองสังเกต 7 สัญญาณต่อไปนี้ เพราะบางครั้งสาเหตุที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียนไม่ใช่เรื่องพฤติกรรม แต่คือสัญญาณว่าระบบการศึกษามัธยมแบบเดิม กำลังจำกัดศักยภาพของลูกอยู่

1. ลูกเรียนได้ แต่เริ่มเบื่อและหมดความสนใจ

คะแนนอาจไม่ได้แย่ แต่ลูกเริ่มไม่อยากเรียน รู้สึกว่าเนื้อหาไม่มีความหมาย หรือไม่ท้าทายพอ โดยเฉพาะเด็กที่เรียนรู้ได้เร็วกว่าระบบและต้องใช้เวลารอเนื้อหาหรือเพื่อนในห้องจนค่อย ๆ หมดแรงจูงใจในการไปโรงเรียน

2. ลูกมีความสามารถเฉพาะด้าน แต่ไม่มีเวลาพัฒนาจุดแข็ง

เด็กบางคนโดดเด่นด้านภาษา เทคโนโลยี Coding กีฬา ดนตรี ศิลปะ หรือธุรกิจ แต่ตารางเรียนแบบเดียวกันสำหรับทุกคนอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งที่ไม่ใช่จุดแข็ง จนเหลือเวลาน้อยเกินไปสำหรับการพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง

3. ลูกเรียนรู้เร็วกว่าเพื่อนในบางวิชา หรือ ต้องการเวลาเรียนมากกว่าคนอื่นในบางวิชา

เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนทุกวิชาด้วยความเร็วเท่ากัน บางคนอาจเข้าใจภาษาอังกฤษได้เร็ว แต่ต้องการเวลาเพิ่มในคณิตศาสตร์ หรือในทางกลับกัน หากระบบกำหนดให้ทุกคนต้องเดินไปพร้อมกัน เด็กอาจต้องรอในสิ่งที่ทำได้แล้ว หรือถูกเร่งในสิ่งที่ยังต้องใช้เวลา 

4. ลูกเริ่มเครียด หมดไฟ หรือไม่อยากไปโรงเรียน

หากทุกเช้าที่ต้องไปโรงเรียนเริ่มกลายเป็นความกดดัน ลูกอาจพูดว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน” “เรียนไปทำไม” หรือ “รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง” สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความขี้เกียจโดยอัตโนมัติ แต่อาจเป็นสัญญาณว่ารูปแบบการเรียนหรือแรงกดดันในระบบเดิมไม่เหมาะกับเขา ส่งการบ้าน assignment เยอะมาก ทำไม่ทัน ทำไม่ได้ ก็ยังเครียดและไม่อยากไปโรงเรียน

5. ลูกคิดวิเคราะห์ได้ดี แต่รู้สึกติดอยู่กับการท่องจำและการสอบ

เด็กบางคนมีความคิดสร้างสรรค์ ชอบตั้งคำถาม และเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือทำ แต่กลับต้องใช้เวลาส่วนใหญ่กับการจำเนื้อหาและเตรียมสอบ หากรูปแบบการประเมินไม่เปิดพื้นที่ให้ใช้จุดแข็งหรือแสดงความสามารถที่แท้จริง ลูกอาจเริ่มรู้สึกว่าการเรียนไม่ตอบโจทย์ตัวเอง

6. สิ่งที่ลูกรักที่จะเรียนรู้นอกห้องเรียน ไม่ถูกนับเป็นหน่วยกิตของการเรียนรู้

เด็กในปัจจุบันสามารถพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การแสดง กิจกรรมนอกห้องเรียน ความสามารถในการเล่นเกมส์ การเรียนหลักสูตรระยะสั้นทั้งแบบ Onsite และ Online Learning การเล่นกีฬา การเล่นดนตรี การแข่งขัน การทำงานจริง หรือการเรียนกับผู้เชี่ยวชาญ หากลูกมีทั้งความรู้และ Learning Evidence จากประสบการณ์เหล่านี้ แต่ระบบเดิมไม่สามารถนำมาต่อยอดได้ ครอบครัวอาจเริ่มมองหารูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่นกว่า

7. ลูกเริ่มมองไม่เห็นอนาคต และครอบครัวกังวลว่าเปลี่ยนเส้นทางแล้วจะไปต่ออย่างไร

ลูกอาจเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่กำลังเรียนเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย อาชีพ หรือเป้าหมายชีวิตของตัวเองอย่างไร ขณะเดียวกันผู้ปกครองอาจกังวลว่า หากเปลี่ยนจากระบบโรงเรียนนานาชาติอยากข้ามมาหลักสูตรไทย แต่ภาษาไทยอ่อนแอจะทำอย่างไร? หากเปลี่ยนจากหลักสูตรไทยแต่อยากเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกต้องเลือกเส้นทางไหน หากชอบเรียนวิทย์แต่ไม่ชอบคณิตและไม่ได้ชอบเรียนภาษาขนาดนั้นมีทางออกให้น้องไหม ได้ยินคนพูดว่าสอบ GED ง่ายมากแต่ปรากฎว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้วชีวิตจะทำอย่างไรต่อ เรียน Homeschool แต่รู้สึกว่ายังไม่ Fit จะกลับเข็มทิศไปเรียนต่ออย่างไร เรียนหลักสูตรอังกฤษเตรียมสอบ IGCSE และ International A Level แต่มีปัญหากับเงื่อนไขของคณะในมหาวิทยาลัยไทยแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร? ภาษาไทยไม่ได้แข็งแรงแล้วจะกลับเข้าไปสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยไทยในระบบ TCAS ได้หรือไม่  

ความกังวลเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าครอบครัวไม่ได้ต้องการเพียงโรงเรียนใหม่ แต่กำลังมองหา “เส้นทางการศึกษาใหม่” ที่เหมาะกับอนาคตของลูกมากกว่าเดิมอย่างการเรียนแบบ Personalised

เมื่อไหร่ควรมองหาทางเลือกการเรียนใหม่ให้ลูก?

หากคุณเห็นว่า

  • ลูกมีศักยภาพ แต่ไม่มีความสุขกับระบบเดิม
  • เรื่องที่ลูกเก่ง กลับไม่ได้รับการนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียน แต่เรื่องที่ไม่เก่งกลับเป็นสิ่งที่ต้องเรียน ไม่มีพื้นที่พัฒนา
  • ลูกไม่ได้ล้มเหลว แต่กำลังสูญเสียความมั่นใจ
  • ลูกเรียนเร็วหรือช้ากว่าจังหวะที่ระบบกำหนด
  • ลูกมีความสามารถจากนอกห้องเรียน แต่ไม่มีพื้นที่นำมาใช้ในระบบการเรียน
  • หรือครอบครัวเริ่มรู้สึกว่าเส้นทางการศึกษาปัจจุบันไม่พาไปสู่อนาคตที่ต้องการ
  • เวลาลูกต้องเรียนกับเพื่อน ไม่ค่อยมีสมาธิเรียน เพราะห่วงคุยห่วงโซเชียลกับเพื่อน บางทีก็ดราม่าเยอะที่โรงเรียน

อาจถึงเวลาหยุดถามว่า “ลูกควรพยายามปรับตัวเข้ากับระบบอย่างไร?” แล้วลองถามกลับว่า “เราสามารถออกแบบระบบการเรียนให้เหมาะกับลูกมากขึ้นได้หรือไม่?”

การเรียนมัธยมแบบ Personalised Learning ที่เน้น “สมรรถนะ”

เมื่อระบบมัธยมแบบเดิมไม่เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กทุกคน ผู้ปกครองบางครอบครัวจึงอาจไม่ได้มองหาเพียงการย้ายไปยังโรงเรียนแบบเดิมอีกแห่งหนึ่ง แต่เริ่มมองหา โรงเรียนทางเลือก ศูนย์การเรียน หรือรูปแบบการเรียนมัธยมที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งสามารถปรับตามความสามารถ ความเร็วในการเรียนรู้ จุดแข็ง และเป้าหมายในอนาคตของเด็กแต่ละคนได้

การเรียนแบบ Personalised ไม่ได้หมายถึงเรียนง่ายลง หรือเร่งให้จบเร็วที่สุด แต่คือการไม่ให้เด็กเสียเวลาเรียนซ้ำในสิ่งที่ทำได้แล้ว และไม่ปล่อยให้ผ่านในสิ่งที่ยังทำไม่ได้ เด็กจึงอาจเรียนเร็วขึ้นในบางเรื่อง และใช้เวลามากขึ้นในบางเรื่องตามความเหมาะสม

เป้าหมายจึงไม่ใช่การให้เด็กทุกคนเรียนด้วยเนื้อหา ตารางเวลา และจังหวะเดียวกัน แต่คือการช่วยให้แต่ละคนไปถึง Learning Outcomes ที่สะท้อนสมรรถนะที่เกิดขึ้นจริง และมีเส้นทางการเรียนที่สอดคล้องกับทั้งศักยภาพของตนเองและเป้าหมายในอนาคต

แนวคิดนี้เปลี่ยนคำถามจาก “เด็กเรียนครบตามเวลาแล้วหรือยัง?” ไปสู่ “เด็กเข้าใจจริง ทำได้จริง และพร้อมก้าวไปขั้นต่อไปแล้วหรือยัง?”

โรงเรียนทางเลือกในเชียงใหม่ จาก “One Curriculum Fits All” สู่ “One Student. One Journey.”

หนึ่งในโรงเรียนทางเลือกเชียงใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะคือ ศูนย์การเรียน EFL (Education for Future Learning) หรือ EFL i-Mattayom ศูนย์การเรียนที่ได้รับอนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 (รหัสสถานศึกษา: 9850260054) พ.ศ. 2547 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ (สพม.เชียงใหม่) ภายใต้การกำกับสำนักงานคณะการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 

ศูนย์การเรียน EFL ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในระบบ TCAS สำหรับมหาวิทยาลัยไทย และ สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในระบบ UCAS สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ด้วยหลักสูตร Global Thai ของศูนย์การเรียน EFL ที่โอบรับการสะสมหน่วยกิตและเตรียมความพร้อมทั้งหลักสูตรแกนกลางของไทย และ หลักสูตรนานาชาติ International GCSE และ International A Level สอบ Pearson Edexcel, สอบ GED, สอบ IELTS และ Cambridge

ก่อนวางแผนการเรียน เราพิจารณา

  • ประวัติการศึกษาเดิม
  • ความรู้และทักษะที่มีอยู่
  • จุดแข็งและสิ่งที่ต้องพัฒนา
  • ผลการประเมิน
  • Portfolio และ Project
  • ความสามารถเฉพาะด้าน
  • รูปแบบการเรียนรู้
  • ความสนใจ ความถนัด
  • เป้าหมายมหาวิทยาลัยหรืออาชีพในอนาคต

จากนั้นจึงออกแบบ Individualised / Personalised Learning Plan เพราะเด็กสองคนที่อยู่ระดับชั้นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางการเรียนเหมือนกัน และถ้ามีความรู้อยู่แล้ว ก็ไม่ควรต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

EFL ให้ความสำคัญกับ

  • Learning Outcomes: เด็กทำอะไรได้แล้ว?
  • Competency: สามารถนำความรู้ไปใช้จริงได้หรือไม่?
  • Learning Evidence: มีหลักฐานอะไรแสดงความสามารถนั้น?
  • Credit Bank: การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ จะเชื่อมโยงกับเส้นทางการศึกษาได้อย่างไร?

แนวคิดนี้ไม่ได้ลดมาตรฐาน แต่เปลี่ยนคำถามจาก “เรียนครบหรือยัง?” เป็น “รู้จริงและทำได้หรือยัง?”

หากลูกหยุดเรียนหรือออกจากโรงเรียนกลางคัน ต้องเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมดหรือไม่?

เด็กบางคนหยุดเรียนเพราะสุขภาพ ครอบครัว การย้ายประเทศ ความไม่เหมาะสมกับโรงเรียนเดิม หรือเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ เมื่อพร้อมกลับมา คำถามที่ครอบครัวมักพบคือ

  • ต้องกลับไปเริ่มใหม่หรือไม่?
  • สิ่งที่เคยเรียนยังมีค่าไหม?
  • อายุไม่เท่าเพื่อนแล้วจะทำอย่างไร?
  • ยังไปมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า?

เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การย้อนกลับไปตัดสินว่าเด็กเคยพลาดตรงไหน แต่คือการประเมินว่าวันนี้เขาอยู่ตรงไหน มีอะไรอยู่แล้ว ยังขาดอะไร และจากตรงนี้จะไปต่ออย่างไร

การประเมินพื้นฐานเดิมและ Learning Evidence จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นว่าความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์ที่เด็กมีอยู่แล้วสามารถนำมาต่อยอดในเส้นทางการศึกษาใหม่ได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมองว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

เริ่มต้นกับ EFL 1-on-1 Future Pathway Assessment

EFL: Education for Future Learning Personalised Secondary Education | ม.1–ม.6

Personalised Education. Global Opportunities.

One Student. One Journey. Unlimited Futures.

เริ่มต้นจากการรู้ว่า “ลูกอยู่ตรงไหน” ด้วย 1-on-1 Future Pathway Assessment การประเมินพื้นฐานการเรียน จุดแข็ง สิ่งที่ต้องพัฒนา Learning Evidence และเป้าหมายในอนาคต เพื่อมองเห็นทางเลือกก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษา

เพราะก่อนถามว่า “ลูกจะเรียนที่ไหน” เราอยากช่วยผู้ปกครองตอบคำถามที่สำคัญกว่านั้นก่อนว่า “การเรียนแบบไหน จะทำให้ลูกของเราเติบโตได้ดีที่สุด”

พูดคุยสอบถามเพิ่มเติมฟรี

FAQ

คำถามที่พ่อแม่สงสัยบ่อย เกี่ยวกับการเรียนทางเลือก

ศูนย์การเรียน มาตรา 12 ระดับมัธยมศึกษา คือ สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่ได้รับอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ นักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จากศูนย์การเรียน มาตรา 12 มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากับ นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมสามัญปกติทั่วไป ความแตกต่างระหว่างศูนย์การเรียน มาตรา 12 กับ โรงเรียนมัธยมสามัญปกติทั่วไป คือ ศูนย์การเรียน EFL จัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นสมรรถนะของนักเรียนที่เกิดจริงตามมาตรฐานหลักสูตร โดยออกแบบแผนการเรียนให้ยืดหยุ่น (Flexible Education) และออกแบบให้เหมาะเฉพาะบุคคล (Individualised/Personalised) โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถนำสมรรถนะอันเกิดจากการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ชอบติวเตอร์คนนี้มากสอนเข้าใจ ก็สามารถนำสมรรถนะมาสะสมหน่วยกิตกับศูนย์การเรียน EFL ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของหลักสูตรสถานศึกษา หรือเรียนดนตรีในโรงเรียนดนตรีก็สามารถนำสมรรถนะจากโรงเรียนดนตรีมาขอสะสมหน่วยกิตกับศูนย์การเรียน EFL ได้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของหลักสูตรสถานศึกษา สามารถข้ามหลักสูตรไปมาระหว่างหลักสูตรไทยและหลักสูตรต่างประเทศได้ สามารถนำสมรรถนะสากล เช่น ผลสอบระดับนานาชาติ อาทิ IELTS, TOEFL, IGCSE, International A Level, AP, GED, SAT รวมถึงผลงานจากการแข่งขัน หรือ ผลงานจากกิจกรรมต่างๆ มาสะสมเป็นหน่วยกิตกับศูนย์การเรียน EFL ได้ การออกแบบหลักสูตรมีการบูรณาการหลายวิชาที่มีสมรรถนะซ้ำกันจัดการเรียนการสอนที่กระชับไม่ซ้ำซ้อนเพื่อเติมเต็มสมรรถนะที่ได้มาตรฐานตามที่หลักสูตรสถานศึกษาได้กำหนดไว้ เช่น การออกแบบการบูรณาการวิชา ภาษาไทย สังคม ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม ร่วมกันในโครงการเดียวกันได้ ดังนั้น การจัดการศึกษาของศูนย์การเรียน EFL สามารถช่วยให้นักเรียนได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ศูนย์การเรียน EFL จึงจัดการศึกษา ให้มีความยืดหยุ่นและมีคุณภาพมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) รายบุคคล มากกว่าระบบโรงเรียนมัธยมปกติทั่วไปที่ใช้หลักสูตรและตารางเวลาเดียวกันสำหรับทุกคน

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ศูนย์การเรียน มาตรา 12 (EFL) และ โรงเรียนมัธยมสามัญปกติทั่วไป เพื่อให้เห็นภาพความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการเรียนรู้รายบุคคลได้อย่างชัดเจน:

ประเด็นการเปรียบเทียบโรงเรียนมัธยมสามัญปกติทั่วไปศูนย์การเรียน มาตรา 12
(EFL – iMattayom)
สถานะทางกฎหมายและวุฒิได้วุฒิ ม.1–ม.6ได้วุฒิ ม.1–ม.6
รูปแบบและตารางเรียนใช้หลักสูตรและตารางเวลาเดียวกันสำหรับทุกคน (One-Size-Fits-All)ออกแบบแผนการเรียนยืดหยุ่นเฉพาะบุคคล (Individualised Education Plan) เน้นสมรรถนะจริง
การสะสมหน่วยกิตจากนอกห้องเรียนยึดการเข้าเรียนและการสอบวัดผลภายในโรงเรียนเป็นหลักนำผลการเรียนจากติวเตอร์ สถาบันดนตรี กีฬา หรือประสบการณ์จริงมาสะสมเป็นหน่วยกิตได้
การสะสมหน่วยกิตจากสมรรถนะที่ได้มาตรฐานสากลผลสอบสากลใช้ยื่นมหาวิทยาลัยแยกจากเกรดในโรงเรียนนำผลสอบสากล (IELTS, GED, SAT, IGCSE, A Level ฯลฯ) และผลงานแข่งขันมาแปลงเป็นหน่วยกิตได้
การจัดโครงสร้างรายวิชาเรียนแยกรายวิชาตามตารางสอน มีความซ้ำซ้อนของเนื้อหาเรียนแยกหลักสูตรไทย กับ นานาชาติ ไม่สามารถนำมาบูรณาการกันได้บูรณาการวิชาที่มีสมรรถนะเกี่ยวข้องกัน (เช่น ภาษาไทย+สังคม+ประวัติศาสตร์) จบได้ใน Project เดียวสามารถบูรณาการข้ามไปมา ระหว่างหลักสูตรไทย และ นานาชาติได้
โอกาสเข้ามหาวิทยาลัยเข้าตามกรอบเวลาปกติของการจบชั้น ม.6มีโอกาสได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ก่อนจบ ม.6มีโอกาสสมัครได้ทั้งมหาวิทยาลัยไทยผ่านระบบ TCAS และ มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศ ผ่านระบบ UCAS

ได้จริงแน่นอน ตราบใดที่สถานศึกษานั้นได้รับอนุมัติจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) นักเรียนของศูนย์การเรียน EFL  สามารถสมัครตามระบบ TCAS สำหรับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ และ เพิ่มเติมเชื่อมโยงกับระบบการศึกษานานาชาติภายในหลักสูตร Global Thai ทำให้นักเรียนสามารถสมัครผ่านระบบ UCAS สำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้อีกด้วย

ได้ หากเรียนในศูนย์การเรียนที่ได้รับรองตามมาตรา 12 และได้รับอนุมัติจาก ทปอ. ให้ยื่นสมัครในระบบ TCAS อย่างครบถ้วน

ได้ EFL i-Mattayom เป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 (รหัสสถานศึกษา: 9850260054) สังกัด สพม.เชียงใหม่ (สพฐ.) จึงมีวุฒิที่ยื่น TCAS ได้ และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่าง Pearson Edexcel, GED, Cambridge และ IELTS ควบคู่กันได้

ได้ในบางกรณี ขึ้นอยู่กับ Learning Outcomes ที่ลูกทำได้จริงและเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยปลายทาง การเรียนแบบ Personalised ที่เน้นสมรรถนะตามเกณฑ์มาตรฐานโดยไม่ผูกกับระยะเวลาตายตัวเปิดโอกาสให้เดินเร็วขึ้นได้ในบางกรณี

อาจเริ่มจากการดูว่าลูกกำลังมี Pain Point ใดอยู่ เช่น ไม่อยากไปโรงเรียน เบื่อห้องเรียนทั้งที่เรียนได้ดี เรียนเร็วหรือช้ากว่าจังหวะของระบบ ไม่มีเวลาพัฒนาความสามารถเฉพาะด้าน หรือเริ่มมองไม่เห็นว่าการเรียนปัจจุบันเชื่อมโยงกับอนาคตอย่างไร

EFL เริ่มต้นจากการประเมินพื้นฐานการเรียน จุดแข็ง สิ่งที่ต้องพัฒนา Learning Evidence ความสนใจ และเป้าหมายในอนาคต ก่อนออกแบบเส้นทางการเรียน ดังนั้นผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องตัดสินใจจากคำว่า “โรงเรียนทางเลือก” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า รูปแบบการเรียนแบบไหนเหมาะกับลูกคนนี้มากที่สุด

EFL i-Mattayom สามารถวางแผนการเรียนโดยคำนึงถึงเป้าหมายการศึกษาต่อต่างประเทศ และตามข้อมูลของ EFL มีการเชื่อมโยงเส้นทางกับ UCAS รวมถึงรองรับการเตรียมความพร้อมสำหรับ Pearson Edexcel, GED, Cambridge และ IELTS

การวางแผนจึงควรเริ่มจากประเทศ มหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่เด็กสนใจ เพื่อกำหนดว่าควรเตรียมวิชา คุณสมบัติ และการสอบใดบ้าง

โดย EFL Learning Centre

ศูนย์การเรียนรู้ EFL แบ่งปันคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง อัปเดตข่าวสารของโรงเรียน และข้อมูลเชิงลึกด้านการเรียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียน ผู้ปกครอง และพันธมิตรด้านการศึกษา พร้อมสำรวจแนวทางที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาษา การเตรียมตัวสอบ เส้นทางการศึกษา และโอกาสในการเรียนอย่างมั่นใจ

แชร์

ข่าวสารอื่นๆ

เปิดประตูการศึกษาแห่งอนาคต! “ศูนย์การเรียน EFL – Education for Future Learning”

คณะศึกษาศาสตร์ มช. นำคณะ UNESCO และ Shanghai Normal University ศึกษาดูงานต้นแบบการศึกษาทางเลือก EFL Learning Centre เชียงใหม่

15 เว็บฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษที่คนอยากเก่งภาษาต้องไม่พลาด

รวม 10 เว็บเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองฟรี 2026

มีคำถามเพิ่มเติมใช่หรือไม่?

พูดคุยกับทีมงานของเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สภาษาอังกฤษ การเตรียมสอบ และเส้นทางการเรียนรู้ทางวิชาการที่

EFL Learning Centre School

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า